ไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อไปกับวิกฤตการณ์น้ำท่วม แต่ในเหตุการณ์เลวร้ายก็ยังมีสิ่งดีดีเกิดขึ้นมากมาย น้ำใจไม่เคยแห้งหายไปจากคนไทย แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีอยู่บ้าง ทำไมเราไม่มาร่วมแรงร่วมใจ สามัคคีคือพลัง น่าจะทำให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายไปได้ หวังว่าเราจะมาร่วมแรงร่วมใจกันได้ จำเอาไว้ทุกคน สามัคคีคือพลัง เหมือนแบบในเพลงสามัคคีชุมนุม “พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรักสมัครสมาน ล้วนมิตรจิตชื่นบาน สราญเริงอยู่ทุกผู้ทุกนาม อันความกลมเกลียว นั่นเป็นใจเดียวประเสริฐศรี ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จสมได้ด้วยสามัคคี ที่หนักก็จักเบาคลาย ที่อันตรายก็ขจัดขัดขวาง สนองพระเดชบ่จางกตเวทิคุณพระกรุณา สามัคคีนี่แหละล้ำเลิศ จักชูชาติเชิดพระศาสนา สยามรัฐจักวัฒนา ปรากฏเกียรติฟุ้งเฟื่องกระเดื่องแดนดิน” อย่าให้เป็นแบบนี้เลย
สามัคคีคือพลัง
เงินซื้อได้ทุกอย่าง จริงหรือเปล่า
ทุกคนไม่ว่าใครก็ล้วนอยากมีเงินมากๆกันทั้งนั้น ยอมทำงานหนัก เก็บหอมรอมริบเพื่อจะมีเงินเยอะๆ เพื่อที่จะซื้อหาความสุขมาให้กับตนเอง แต่บางทีก็ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง บางคนยอมที่จะก้าวเข้าไปด้านมืด เพื่อที่จะหาเงินทองให้ได้เยอะๆ และหาได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว หารู้ไม่ว่าอาจจะไม่ได้ใช้เงินที่หามาก็ได้ ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะได้อ่านสารวัด แล้วมีบทความที่นำมาจาก catholic.or.th
เงิน ซื้อกระดาษปากกาได้ แต่ซื้อความเป็นกวีไม่ได้
เงิน ซื้ออาหารดีดีได้ แต่ซื้อความอยากรับประทานไม่ได้
เงิน ซื้อความประจบสอพลอได้ แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้
เงิน ซื้อการตามใจได้ แต่ซื้อความจงรักภักดีไม่ได้
เงิน ซื้อเพชรนิลจินดาได้ แต่ซื้อความงามไม่ได้
เงิน ซื้อความสนุกชั่วคราวได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้
เงิน ซื้อเพื่อนร่วมทางได้ แต่ซื้อเพื่อนแท้ไม่ได้
เงิน ซื้ออำนาจราชศักดิ์ได้ แต่ซื้อปัญญาไม่ได้
เงิน ซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์ได้ แต่ซื้อสันติสุขไม่ได้
เงิน จะสำคัญเมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น
เป็นข้อคิดที่ดีมากจริงๆ ถึงแม้ว่าเราจะหาเงินได้มากเท่าไร แต่เราก็จะใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ผมก็เคยได้อ่านชีวประวัติเล็กน้อยของคนที่เคยรวยเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถ้าจำชื่อไม่ผิดก็น่าจะชื่อว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขนาดรวยมากยังใช้ชีวิตแบบสมถะ อยู่บ้านเพียงหลังเล็กนิดเดียว แถมยังบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลอีกมากมาย อย่าใช้เวลากับการหาเงินมากจนเกินไป เหลียวมองคนรอบตัวบ้าง แล้วจะรู้ว่ามีคนที่ต้องการเรา ไม่ใช่แค่ต้องการเงินจากเรา
อยู่เพื่อพระคริสต์
วันนี้ได้ไปร่วมมิสซาที่วัดราชินีแห่งสันติสุข โดยปกติตอนที่คุณพ่อได้เทศนา ก็จะได้ข้อคิดมาสำหรับทบทวนชีวิตอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ก็เป็นการให้ข้อคิดในแง่ความคิดความอ่านของคนส่วนมากในปัจจุบัน ซึ่งต้องมีความแตกต่างกันซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา อันนี้อยู่ที่พื้นฐานและนิสัยของคน แต่ผมกลับมาสะดุดบทเพลงปิดพิธีกรรมมากกว่า ซึ่งวันนี้เป็นเพลง อยู่เพื่อพระคริสต์ น่าจะใช่นะเพราะไม่ได้เปิดหนังสือเพลง แต่กลับร้องได้เลยโดยธรรมชาติ เพราะเป็นเพลงที่ร้องง่ายเนื้อหาง่ายๆ แต่กลับให้ข้อคิดที่ดีมาก ซึ่งเนื้อเพลงก็มีประมาณว่า
พระหัตถ์มั่นคง ทรงนำไปตามมรรคา
อยู่ในพระองค์ ชื่นใจยินดี
มอบชีวีพลีบูชา แสนสุขอุรา
เมื่อข้าได้พบพระองค์
ครั้งหนึ่งใจข้า ชั่วช้าด้วยความอธรรม
แต่มีผู้นำ ทรงทำให้ข้ามั่นคง
ด้วยความเมตตาพระองค์ทรงช่วย
พร้อมด้วยความรักยืนยง พระหัตถ์มั่นคง
ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
เมื่อมารเข้าครอง ทดลองใจข้าหวั่นไหว
แต่ข้าวางใจ มีชัยใจเกิดสุขสันต์
พระองค์ประทานกำลังมากมาย
ทรงให้สิ่งสารพัน ใจเกิดสุขสันต์
ทุกวันถวายพระองค์
ซึ่งจากข้อคิดที่คุณพ่อให้มา แล้วได้มาฟังเพลงนี้อีก ทำให้ฉุกคิดได้ว่า ผู้คนในสมัยนี้ส่วนมากจะคิดถึงแต่ตนเอง รักตัวเอง ไม่ค่อยแคร์คนอื่น มีความอดทนกันน้อยมาก ซึ่งก็จะทำให้มีปัญหาในชีวิตเข้ามาอย่างแน่นอน แต่สำหรับตัวผมเอง การที่เรามอบความสุขให้แก่ผู้อื่น แล้วความสุขก็จะย้อนกลับมาหาเราเอง มากกว่าตอนที่เราทำเพื่อตนเองเสียอีก ซึ่งอาจจะเป็นคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง คนรู้จัก หรือแม้แต่คนที่เราไม่รู้จักก็ตาม
ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของผม เวลาเจอปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ ก็จะสวดภาวนา แล้วก็จะบอกว่าให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระ แต่สำหรับตัวผมเองบางทีก็ละเลยมองข้ามเสียอีก อย่างตอนที่ตกงาน เธอก็จะสวดภาวนาให้ผมตลอดในช่วงที่หางาน สมัครงาน แม้แต่สัมภาษณ์งาน เธอก็จะสวดขอตลอด ผมเองขนาดตอนสวดภาวนาเช้าค่ำยังไม่เคยขอเลย ตัวอย่างเช่น งานปัจจุบันที่ผมทำอยู่ ก็ไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้ทำ เพราะความเป็นไปได้สำหรับตัวผมนั้นแทบจะไม่มีโอกาสเลยหรือถ้าจะมีก็น้อยมากๆ แต่พอเธอรู้ว่าจะได้ไปสมัครงาน เธอก็เริ่มสวด สวด แล้วก็สวดอยู่ตลอด พอไปสมัครงานเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว ผมบอกตัวเองเลยว่ามีโอกาสน้อยมาก แต่เมื่อเริ่มสัมภาษณ์ก็คิดว่าตนเองมีโอกาสเพิ่มขึ้น และรู้สึกว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในการสัมภาษณ์รอบสุดท้าย จนเมื่อประกาศผลออกมา……………. ปรากฎว่าได้ เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเลยสำหรับตัวผม คิดว่าน่าจะเป็นคำภาวนาสวดขอจากภรรยาของผมอย่างแน่นอน
หากเราเชื่อมั่น ยึดมั่นในพระองค์ พระองค์จะประทานสิ่งที่ดีสิ่งที่เหมาะสมกับชีวิตของเราแต่ละคนเอง ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข แต่ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์ พวกลูกก็มั่นใจได้ว่า พระองค์จะประทานพละกำลังและสติปัญญาเพื่อที่จะดำเนินชีวิตให้ผ่านไปได้ด้วยดี วันนี้รู้สึกดีที่ได้ร้องเพลงนี้ อยู่เพื่อพระคริสต์
คริสตังนอน
คริสตังนอน ไม่ใช่กล่าวถึงคนที่นับถือคริสต์หรือคาธอลิกนอนนะครับ หากแต่เป็นการกล่าวถึงคนที่ได้รับศีลล้างบาปตั้งแต่ยังเด็ก คือเวลาไปรับศีลคุณพ่อหรือคุณแม่ต้องอุ้มไปรับศีลล้างบาปนั่นเอง ซึ่งคริสตังประเภทนี้อาจจะมีบางคนที่ไม่ค่อยเคร่งคัดมาก ไม่เหมือนกับพวกคริสตังยืน อ้าว!!! เอาอีกแล้วเดี๋ยวนอนเดี๋ยวยืน คริสตังยืนก็หมายถึงคนที่ได้รับศีลล้างบาปเมื่อตอนโต หรือตอนที่รับศีลล้างบาป สามารถเดินเข้ามารับศีลล้างบาปนั่นเอง
ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นคริสตังนอน เมื่อเปรียบเทียบกับภรรยาของผมซึ่งได้รับศีลล้างบาปหลังจากรับศีลสมรสเสียอีก ซึ่งมีความเชื่อถือศรัทธาเป็นอย่างมาก ไม่ยอมที่จะขาดวัดหากไม่จำเป็นจริงๆ ย้อนมองกลับมาดูตนเองแล้วก็ยังไม่ได้ครึ่งของเธอเลย จึงได้คิดพิจารณาใหม่ และเริ่มปรับปรุงตัว แทนที่จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีของครอบครัว กลับต้องมาปรับปรุงตัวเสียเอง แต่ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไปแน่นอน แต่ยังดีนะที่ลูกสาวของผมที่เป็นคริสตังนอนเหมือนกัน ยังมีความรักความศรัทธาที่เปี่ยมล้นอยู่ ซึ่งการไปมิสซาทุกอาทิตย์ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมของครอบครัวที่แสนอบอุ่นของผมเลยทีเดียว








